....................................สายลมหนาวผ่านพัดมาเยือนอีกครา
ผ่านพัดเป็นลมหนาวที่เย็นยะเยือก
ตะเกียงดวงเก่าที่ถูกทอดทิ้ง บัดนี้นักเดินทางอีกคนได้ผ่านมาพบจึงเก็บไว้เป็นสมบัติตน
ตะเกียงจึงกลับกลายเป็นของมีค่าอีกครั้ง มันได้ทำหน้าที่เช่นเดิม
คือ ให้แสงสว่าง และความอบอุ่นไปพร้อม ๆ กัน
เมื่อตะวันลับฟ้าไปแล้ว ลำแสงสุดท้ายของวันเป็นสีส้มเป็นแสงสว่างสุดท้ายของวันนี้
ค่ำคืนได้ย่างกรายเข้ามา สายลมหนาวก้อเริ่มพัดแรงขึ้น ๆ
ดวงจันทร์ที่เคยทอแสงกระจ่างกลับถูกหมอกเมฆบดบังจนสิ้น
ราวกับจะกลั่นแกล้งนักเดินทางคนเก่าที่เคยเป็นเจ้าของตะเกียง
เค้าผู้นั้นไม่มีแม้แต่แสงไฟที่จะใช้ส่องทาง
และเช่นกันเค้าไม่มีแม้กระทั่งความอบอุ่น
นักเดินทางผู้หนาวสั่นจะเดินต่อก็กลัวหลงทาง
...เค้าจึงคิดย้อนกลับไปเอาตะเกียงดวงเก่าที่ได้ทิ้งไว้เมื่อคืนก่อน
... ลมหนาวได้ผ่านพัดมาราวกับจะทรมานนักเดินทางผู้นั้น
จนกระทั่งมาถึงจุดที่เขาได้ทิ้งตะเกียงไว้
บัดนี้ ตะเกียงดวงเก่าได้สาบสูญไปแล้ว
เค้านึกเสียดายจับใจ แม้จะเรียกร้องเพียงใดก้อมิได้กลับคืน...........
จึงทำได้แต่เพียงนอนหนาว รอให้เมฆหมอกที่บดบังดวงจันท์นั้นได้ผ่านเลยไป
เวลาได้ผ่านเมฆหมอกได้เลือนหายไปแล้ว แสงจันทร์ได้กลับมาสดใสอีกครา
ทำให้นักเดินทางผู้เหน็บหนาวอุ่นใจขึ้น
แต่ดวงจันทร์ก้ออยู่ไกลเกินไป ...
ไกลเกินที่จะทำให้นักเดินทางผู้เหน็บหนาวได้รับความอบอุ่น
เคยมีคนกล่าวเอาไว้ว่า "เรามักจะไม่รู้ว่าสิ่งที่เราครอบครองนั้นดีเพียงไร
มีคุณค่ากับเราเพียงใด เราจะรู้ก็ต่อเมื่อเราได้สูญเสียสิ่งนั้นไปแล้ว"
H A P P Y z
(:20112009
H B D 2 U K A
H A P P Y z
(:20112009
H B D 2 U K A
H A P P Y z
(:20112009